สิ่งที่เป็นหัวใจสำคัญในประสบการณ์การใช้งาน Mac มาโดยตลอดคือการทำงานที่ผสานเป็นหนึ่งเดียวระหว่างฮาร์ดแวร์และซอฟต์แวร์ และ macOS Monterey ก็ถูกออกแบบมาสำหรับ Apple Silicon เพื่อใช้ประโยชน์จาก CPU, GPU และแบนด์วิดท์หน่วยความจำที่เพิ่มมากขึ้นของชิป M1 Ultra อีกทั้งยังมีเทคโนโลยีสำหรับนักพัฒนาอย่าง Metal ที่ทำให้แอปรีดประสิทธิภาพจากชิปใหม่ได้เต็มที่ ส่วน Core ML ก็ผ่านการปรับแต่งมาเพื่อใช้ประโยชน์จาก Neural Engine แบบ 32-core ใหม่ ส่งผลให้โมเดลการเรียนรู้ของระบบทำงานได้เร็วยิ่งกว่าที่เคย
ผู้ใช้ Mac สามารถเข้าถึงคอลเลกชั่นแอปที่ใหญ่ที่สุดเท่าที่เคยมีมา รวมถึงแอป iPhone และ iPad ซึ่งวันนี้สามารถทำงานบน Mac ได้แล้ว และแอปแบบ Universal ที่ดึงขุมพลังของชิปตระกูล M1 มาใช้ได้อย่างเต็มที่ ส่วนแอปที่ยังไม่ได้อัปเดตเป็นแบบ Universal ก็สามารถทำงานได้อย่างราบรื่นด้วยเทคโนโลยี Rosetta 2 ของ Apple
อีกหนึ่งก้าวกระโดดที่สำคัญในการเปลี่ยนผ่านสู่ Apple Silicon
Apple ได้นำ Apple Silicon มาใช้กับ Mac ที่มีจำหน่ายในปัจจุบันเกือบทุกรุ่นแล้ว และชิปใหม่แต่ละตัว ทั้ง M1, M1 Pro, M1 Max และวันนี้ M1 Ultra ก็ได้ปลดล็อคความสามารถอันน่าทึ่งให้กับ Mac นอกจากนี้ชิป M1 Ultra ยังเข้ามาเติมเต็มชิปตระกูล M1 โดยการเป็นขุมพลังให้กับ Mac Studio แบบใหม่หมด ซึ่งเป็นระบบเดสก์ท็อปประสิทธิภาพสูงในดีไซน์กะทัดรัดที่สร้างสรรค์ขึ้นใหม่และเป็นจริงได้เพราะ Apple Silicon ซึ่งมีประสิทธิภาพต่อวัตต์ในระดับชั้นแนวหน้าของอุตสาหกรรม
Apple Silicon กับสิ่งแวดล้อม
ความสามารถในการประหยัดพลังงานของซิลิคอนแบบเฉพาะของ Apple ช่วยให้ Mac Studio ใช้พลังงานน้อยลงตลอดอายุการใช้งาน และถึงแม้ว่า Mac Studio จะมีประสิทธิภาพที่เหนือชั้น แต่กลับใช้พลังงานน้อยกว่าถึง 1,000 กิโลวัตต์-ชั่วโมงในระยะเวลาหนึ่งปี เมื่อเทียบกับเดสก์ท็อป PC ระดับไฮเอนด์วันนี้การดำเนินงานของบริษัท Apple ทั่วโลกมีความเป็นกลางทางคาร์บอน และภายในปี 2030 เราวางแผนที่จะลดผลกระทบต่อสภาพภูมิอากาศให้เป็นศูนย์ในทุกภาคส่วนของธุรกิจ ซึ่งรวมถึงซัพพลายเชนการผลิตและวงจรชีวิตของสินค้าทั้งหมด และนั่นยังหมายความว่าชิปทุกตัวที่ Apple สร้างขึ้นจะมีความเป็นกลางทางคาร์บอน 100% ด้วยตั้งแต่ขั้นตอนของการออกแบบจนถึงการผลิต