รีวิว Huawei Watch GT

Huawei Watch GT เป็นสมาร์ทวอทช์ดีไซน์สไตล์นาฬิกาข้อมือแบบสปอร์ต สร้างออกมาสำหรับหลายๆ คนที่ชอบกิจกรรมประเภท Adventure แบบพี่ติ้ก โดยในชื่อใช้คำว่า “GT” สื่อถึงประสิทธิภาพและความทนทานเสมือนรถยนต์สมรรถนะสูงโดยพร้อมวางจำหน่ายในประเทศไทยอย่างเป็นทางการ ตั้งแต่วันที่ 7 กุมภาพันธ์ เป็นต้นไปในราคา 5,990 บาท โดยมีสเปคคร่าวๆ ดังนี้

Huawei Watch GT

  • หน้าจอสัมผัสขนาด 1.39 นิ้ว AMOLED ความละเอียด 454 x 454 พิกเซล
  • ขนาด : 46.5×46.5×10.6 มิลลิเมตร (เฉพาะหน้าปัด)
  • วัสดุ : โลหะ + พลาสติก + เซรามิก
  • น้ำหนัก :  46 กรัม
  • หน่วยความจำ : RAM 16MB , ROM 128MB
  • การเชื่อมต่อ : รองรับ Bluetooth 4.2  Support BLE
  • รองรับเครือข่ายดาวเทียม GPS, GLONASS และ GALILEO
  • เซนเซอร์ : เซนเซอร์วัดความเร่ง/ไจโรสโคป/เซนเซอร์แม่เหล็ก/เซนเซอร์วัดอัตราการเต้นของหัวใจ
    /เซนเซอร์วัดแสงโดยรอบ/บารอมิเตอร์
  • กันน้ำระดับ 5 ATM สามารถดำน้ำได้ลึก 50 เมตร
  • ระบบปฏิบัติการ : LightOS ทำงานร่วมกับแอพ Huawei Health
  • แบตเตอรี่ : 420 mAh
  • สี : ดำ Graphite Black
  • ราคา 5,990 บาท

IN THE BOX
  • นาฬิกา x 1
  • แท่นชาร์จ x 1
  • สายชาร์จ USB Type-C x 1
  • คู่มือเริ่มต้นใช้งานฉบับย่อ x 1

Huawei Watch GT มีการดีไซน์ที่สวยงาม ใช้หน้าจอแบบ AMOLED ขนาด 1.39 นิ้ว ความละเอียดสูงขนาด 454×454 พิกเซล พร้อมยังมีหน้าจอที่สู้แดดแม้ใช้งานกลางแจ้งก็แสดงผลได้คมชัด มีโครงสร้างทำจากสเตนเลสสตีลและเซรามิก เคลือบผิวด้วยวัสดุ DLC diamond carbon  ที่แข็งแรง ทนทาน คงทนต่อการเสียดสีป้องกันการเกิดรอยขนแมวหรือขีดข่วน ตัวเรือนขนาด 10.6 มิลลิเมตร ที่ในอนาคตหัวเว่ยจะนำสายหลากหลายแบบให้ผู้ใช้สามารถเลือกเปลี่ยนได้เพื่อสามารถใช้งานได้ในทุกโอกาส แถมยังมีฟังก์ชันตอบโจทย์การใช้งานที่หลากหลาย

ถ้าแตะที่หน้าจอแล้วเลื่อนลงจะแสดงแบตเตอรี่การเชื่อมต่อ, วัน/เดือน และเป็นฟังก์ชัดลัดสั่งการง่ายๆได้แก่

  • No Disturb ห้ามมีการแจ้งเตือนเข้านาฬิกา
  • Show Time ทำให้หน้าจอค้างโดยไม่ดับเป็นเวลา 5 นาที
  • Find Phone ถ้าหาโทรศัทพ์ที่เชื่อมต่อ Huawei Watch GT ไม่เจอกดตรงนี้จะทำให้โทรศัพท์ส่งเสียงดังออกมา
  • Lock ล็อกหน้าจอ
  • Settings เข้าการตั้งค่า

ในโหมด Settings การตั้งค่าจะเลือกปรับความสว่างหน้าจอและเปลี่ยนรูปแบบนาฬิกาเป็นเข็ม, ดิจิตอล, หรือวัดค่าต่างๆได้

ด้านข้างมีเม็ดมะยม 2 ปุ่ม ปุ่มบนทำหน้าที่เข้าไปตั้งค่าการใช้งานทั่วๆไป ปุ่มล่างจะตั้งค่าการใช้งานโหมดออกกำลังกาย

หน้าแสดงผลเมื่อกดเม็ดมะยมปุ่มบนเข้าไปตั้งค่าการใช้งานทั่วๆไป

ตัวอย่างการใช้งานฟังก์ชั่นทั่วๆไป

ไฟฉายกลางคืนสว่างมากกกกกกกก

นาฬิกาจับเวลา

บารอมิเตอร์ คือ เครื่องมือตรวจวัด ความดันบรรยากาศ ความกดอากาศ

หน้าแสดงผลเมื่อกดเม็ดมะยมปุ่มล่างใช้งานโหมดออกกำลังกาย

สำหรับการชาร์จแบตเตอรี่ของ Huawei Watch GT จะมีอุปกรณ์แท่นแยกออกมาให้เป็นฐานวงกลมเชื่อมต่อได้ผ่านสาย USB Type-C แล้วต่อกับปลักไฟโดยเมื่อชาร์จแบตเตอรี่เต็มแล้วจะใช้งานได้นานสูงสุดถึง 2 สัปดาห์

ด้านหลังทำหน้าที่เป็นได้ทั้งที่ชาร์จแบตเตอรี่และเซนเซอร์วัดอัตราการเต้นของหัวใจ

ถ้าเป็นคนที่ชอบเดินทาง Huawei Watch GT มีฟังก์ชันที่สามารถระบุตำแหน่งของคุณได้แม่นยำเพราะใช้กลุ่มดาวเทียมนำทางที่เป็นมาตรฐานสากลทั้ง 3 กลุ่ม ได้แก่ GPS, GLONASS และ GALILEO เพื่อตรวจจับพิกัด ไม่ว่าจะอยู่มุมไหนของโลกก็จับสัญญาณได้ไม่มีปัญหา

ฟังก์ชันเข็มทิศเข้าได้โดยกดเม็ดมะยมปุ่มบนเข้าไปตั้งค่าการใช้งานทั่วๆไป

Huawei Watch GT ตั้งค่าการใช้งานได้ผ่านแอพ Huawei Health เริ่มต้นโดยการเข้าไปในแอพ เลือกรุ่นนาฬิกา Huawei Watch GT จากนั้นใช้สมาร์ทโฟนของเราสแกน QR ที่หน้าจอนาฬิกาแล้วจะใช้งานได้ทันที

โดยในแอพจะมีการแสดงผลจำนวนก้าว แคลอรี่/ระยะทางที่ใช้ในแต่ละวัน นอกจากนี้ยังเลือกที่จะการตั้งค่าต่างๆ ดังนี้

  • เปิด/ปิดใช้งานฟังก์ชัน HUAWEI TruSleep™ ตรวจสอบคุณภาพระหว่างนอนหลับ
  • การแจ้งเตือนเมื่อนั่งอยู่กับที่นานเกิน 1 ชั่วโมง
  • เปิด/ปิด แจ้งเตือนอัตราการเต้นของหัวใจ
  • ใช้งาน Huawei Watch GT เป็นนาฬิกาปลุก

  • ใช้แจ้งเตือนข้อความใหม่ในโทรศัพท์จากแอพต่างๆ เช่น line, facebook, ข้อความ, สายโทรเข้า

  • รายงานสภาพอากาศ

  • แจ้งเตือนเมื่อมีการเชื่อมต่อ หรือยกเลิกการเชื่อมตัว Huawei Watch GT กับบลูทูธ
  • เปิด/ปิด ระบบเปิดหน้าจออัตโนมัติเมื่อเขย่าข้อมือ
  • เปิด/ปิด การอัพเดตอุปกรณ์โดยอัตโนมัติเมื่อเชื่อมต่อ Wi-Fi

นอกจากการสั่งการแล้วตัว Huawei Health สามารถอัพเดตเฟิร์มแวร์ (Firmware) ของ Huawei Watch GT  ผ่านระบบ HOTA  (Huawei’s Over the Air update) ซึ่งเมื่ออัพเดตจะได้ฟังก์ชั่นใหม่ๆ เช่น การแสดงผลหน้าจอแบบใหม่, ฟังก์ชัน และภาษาใหม่ๆได้

ฟังก์ชัน HUAWEI TruSeen™ 3.0 เทคโนโลยีการตรวจสอบอัตราการเต้นหัวใจ สามารถตรวจจับการเต้นหัวใจของผู้ใช้งานได้ทั้งขณะเคลื่อนไหวหรือขณะนอนหลับได้ เทคโนโลยีนี้จะทำงานร่วมกับเซนเซอร์ตรวจวัดอัตราการไหลเวียนของโลหิตด้วยแสง (PPG optical) รวมไปถึงฮาร์ดแวร์และอัลกอริธึ่มอัจฉริยะเพื่อตรวจวัดอัตราการเต้นของหัวใจแบบเรียลไทม์ได้อย่างแม่นยำ ตรวจสอบอัตราการเต้นหัวใจไม่ให้สูงเกินกว่าค่าที่กำหนด ระหว่างการเดินทางให้คุณประเมินตัวเองว่าตอนนี้ควรไปต่อ, พัก หรือต้องหยุดทริป

นอกจากดูอัตราการเต้นหัวใจแบบเรียลไทม์ ถ้าเข้าไปที่แอพ Huawei Health สามารถเลือกดูประวัติการเต้นของหัวใจตามช่วงเวลาวัน/สัปดาห์/เดือน ตั้งการแจ้งเตือนเมื่อหัวใจเต้นเร็วหรือช้าเกินไปได้

เมื่อถึงเวลาที่คุณจะพักผ่อนในแต่ละวันจะใช้ฟังก์ชัน HUAWEI TruSleep™ แจ้งระยะเวลาที่เรานอนหลับ ตรวจสอบคุณภาพการนอนโดยจะตรวจสอบการนอนของเราแบ่งเป็น 4 รูปแบบคือ หลับสนิท, หลับตื้น, หลับREM (คือวงจรที่กล้ามเนื้อต่างๆ หยุดทำงานหมดยกเว้น หัวใจ กระบังลม กล้ามเนื้อตาและกล้ามเนื้อเรียบ ซึ่งเป็นช่วงที่ฝันเป็นเรื่องเป็นราว โดยการนอนแบบนี้จะเกิดขึ้นในช่วงหลังของการนอนเป็นเหตุให้ฝันบ่อยๆในช่วงเช้ามืด), ตื่นระหว่างคืน

นอกจากนั้นยังจะสรุปคุณภาพการนอนของเราว่าเหมาะสมหรือไหมเป็นคะแนนเฉลี่ยซี่งปัจจัยในการให้คะแนน จะดูเรื่องระยะเวลานอนหลับ, รูปแบบการนอนทั้ง 4 แบบ และระบบการหายใจที่เหมาะสม พร้อมทั้งยังดูค่าเฉลี่ยการนอนเป็นรายวัน, สัปดาห์, เดือน, ปี

ถ้าเป็นสายออกกำลังกาย HUAWEI WATCH GT ก็ยิ่งเหมาะเพราะในเครื่องมีฟังก์ชัน สามารถบันทึกข้อมูลของการเล่นกีฬาหรือออกกำลังกายได้อย่างหลากหลาย ทั้งการออกกำลังกายในที่ร่ม การวิ่งกลางแจ้ง การปีนเขา การขี่จักรยาน หรือการว่ายน้ำในสถานที่เปิด สมาร์ทวอทช์รุ่นใหม่ของหัวเว่ยยังมีคุณสมบัติด้านการเทรนนิ่ง โดยจะวิเคราะห์อัตราการเต้นของหัวใจตามกระบวนการทางวิทยาศาสตร์เพื่อแจ้งเตือนให้ผู้ใช้ออกกำลังได้ดีและปลอดภัยมากขึ้น ด้านการว่ายน้ำก็ทำได้อย่างไม่ต้องกังวลเพราะตัวเครื่อง HUAWEI WATCH GT กันน้ำได้ลึกถึง 50 เมตร สำหรับการออกกำลังกายเมื่อเริ่มต้นค่ำสั่ง จะแสดงผลการใช้งานดังนี้

  • อัตราเต้นของหัวใจ
  • ความเร็วเฉลี่ยการออกกำลังกาย เช่น การเดิน, วิ่ง, ว่ายน้ำ ที่ทำได้
  • ระบุรายละเอียดระยะทางที่ทำได้
  • ระยะเวลาที่ใช้
  • และสามารถกำหนดเป้าหมายการออกกำลังกายของเราไปไว้ในเครื่องได้

HUAWEI WATCH GT Sport edition จะวางจำหน่ายในประเทศไทยทางเป็นทางการ ตั้งแต่วันที่ 7 กุมภาพันธ์ เป็นต้นไป ในราคา 5,990 บาท

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องที่ต้องการถูกทำเครื่องหมาย *